เจาะลึกทุกประเด็น “ขยะในทะเล”

  • ปัจจุบันมีขยะกว่า ‘5 ล้านล้านชิ้น’ ลอยอยู่ในท้องทะเลทั่วโลก โดยที่แพขยะขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีพื้นที่กว้างถึง 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า

  • ขยะพลาสติกในทะเลที่มาจากภาคพื้นดิน โดยส่วนใหญ่แล้วมีต้นตอมาจากแม่น้ำเพียง 10 สายเท่านั้น ซึ่ง 8 สายในจำนวนนี้เป็นแม่น้ำที่อยู่ในทวีปเอเชีย นำโดยแม่น้ำแยงซี (จีน) และแม่น้ำสินธุ (อินเดีย) 

  • ในงาน SD Symposium 10 Years: Collaboration for Action ได้ผลสรุปเป็นแนวทางการจัดการขยะที่น่าสนใจ 4 ข้อ ได้แก่ ยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับการบริหารจัดการขยะ ผลักดันให้ภาคธุรกิจผลิตสินค้าที่เอื้อต่อการรีไซเคิล รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ปฏิเสธไม่ได้อีกแล้วว่า ทุก ๆ ครั้งที่ไปทะเล พ้นไปจากต้นมะพร้าว หาดทราย และเกลียวคลื่น สิ่งที่เรามักจะเห็นอยู่เป็นประจำนั่นก็คือ “ขยะ” ไม่ว่าจะเป็นกระป๋องน้ำอัดลม ถุงขนม หรือขวดพลาสติก ขยะเหล่านี้บ้างก็ถูกทิ้งลงบนชายหาด แต่อีกมากก็ลอยคว้างอยู่กลางท้องทะเล บทความนี้จะพาไปสำรวจเรื่องราวของขยะเหล่านี้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากไหน มาอยู่ในทะเลได้อย่างไร และเราในฐานะมนุษย์จะสามารถช่วยลดขยะในท้องทะเลได้อย่างไรบ้าง

 

รู้ไหม ในทะเลมีขยะพลาสติกมากแค่ไหน ?

เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ว่า ทะเลน่ะเต็มไปด้วยขยะพลาสติกจำนวนมหาศาล แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ‘มหาศาล’ น่ะมันเยอะแค่ไหน

The Ocean Cleanup องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรสัญชาติดัตช์ ที่มีเป้าหมายจะพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยกำจัดขยะในท้องทะเลรายงานว่า ปัจจุบันมีขยะกว่า ‘5 ล้านล้านชิ้น’ ลอยอยู่ในท้องทะเลทั่วโลก และซึ่งขยะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ล่องลอยอยู่โดด ๆ แต่มันกลับค่อย ๆ ถูกกระแสน้ำพัดพามาจับกลุ่มรวมกันจนเกิดเป็นแพขยะขนาดมหึมา โดยที่แพขยะขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีพื้นที่กว้างถึง 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าขยะทุก ๆ ชิ้นในท้องทะเลจะลอยอยู่เหนือผืนน้ำ National Geographic รายงานว่า ในจำนวนขยะกว่า 5 ล้านล้านชิ้น มีเพียง 269,000 ตันเท่านั้นที่ลอยตัวให้เห็นเหนือผืนน้ำจริง ๆ เพราะปริมาณขยะอีกมหาศาลกลับค่อย ๆ จมลงใต้ผืนน้ำ นั่นเท่ากับว่าขยะที่เราเห็นว่าลอย ๆ อยู่บนทะเลนั้นยังเป็นปริมาณที่น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับจำนวนขยะทั้งหมดในท้องทะเล ปัญหาคือขยะเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความสกปรกให้กับมหาสมุทรเท่านั้น แต่สัตว์ทะเลอีกหลายร้อยชนิดก็ล้วนได้รับผลกระทบจากพลาสติกเหล่านี้ บ้างก็บริโภคเข้าไปอย่างไม่รู้ถึงอันตราย หรือขยะพลาสติกบางชนิดก็ไปพันเกี่ยวกับครีบหาง และสร้างบาดแผลให้กับร่างกายอย่างที่เรามักจะเริ่มเห็นในข่าวว่ามีการพบวาฬที่เสียชีวิตเพราะกินขยะพลาสติกมากขึ้นเรื่อย ๆ 

แม้เราจะรู้กันว่าขยะเหล่านี้มาจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันนี่แหละ แต่คำถามคือ แล้วขยะในทะเลมีปริมาณมหาศาลขนาดนี้ได้อย่างไรกันล่ะ

 

ขยะพลาสติกมาอยู่ในทะเลได้อย่างไร ? แล้วใครกันล่ะที่ต้องรับผิดชอบ ?

Trash Free Seas Alliance รายงานว่า มีขยะพลาสติกกว่า 8 ล้านตันถูกทิ้งลงทะเลในทุก ๆ ปี โดยกว่า 80% ของขยะเหล่านี้มาจากภาคพื้นดิน ในขณะที่อีก 20% เป็นพลาสติกที่ทิ้งจากภายในท้องทะเลเอง ไม่ว่าจะเป็นขยะที่ทิ้งจากเรือประมง เช่น แหอวน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะที่ทิ้งจากเรือสำราญ มีการสำรวจพบว่า ผู้โดยสารหนึ่งคนบนเรือสำราญมีส่วนต่อการสร้างขยะในทะเลถึง 3.5 กิโลกรัมต่อวันเลยทีเดียว

ในส่วนของขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งจากภาคพื้นดินนั้น องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล ‘Ocean Conservacy’ รายงานว่า แม้ขยะพลาสติกจะเป็นผลผลิตจากหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ทว่าประเทศที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดล้วนแล้วแต่อยู่ในทวีปเอเชีย ได้แก่ จีน, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม และไทย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า ขยะพลาสติกในทะเลที่มาจากภาคพื้นดิน โดยส่วนใหญ่แล้วมีต้นตอมาจากแม่น้ำเพียง 10 สายเท่านั้น โดยที่ 8 สายในจำนวนนี้เป็นแม่น้ำที่อยู่ในทวีปเอเชีย

Dr. Christian Schmidt แห่งศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อม Helmholtz ประเทศเยอรมนี อธิบายว่า แม่น้ำทั้ง 10 สายต่างมีจุดร่วมตรงที่ว่า ล้วนเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างแน่นขนัด มีการทิ้งขยะไม่ถูกจุดจนทำให้หลุดลอยลงสู่แม่น้ำ อีกทั้งยังไม่มีกระบวนการจัดการขยะที่รัดกุมพอเมื่อเทียบกับปริมาณขยะในแม่น้ำ 

ทั้งนี้ แม่น้ำแยงซีในประเทศจีน คือแม่น้ำที่พัดพาขยะลงสู่ท้องทะเลมากที่สุดในโลก รองลงมาคือแม่น้ำสินธุในอินเดีย, แม่น้ำฮวงโห (จีน), แม่น้ำไห่เหอ (จีน), แม่น้ำคงคา​ (อินเดีย), แม่น้ำเพิร์ล (จีน), แม่น้ำอามู (เอเชียกลาง), แม่น้ำโขง, แม่น้ำไนล์ (แอฟริกา) และแม่น้ำไนเจอร์ (แอฟริกา) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่า ใน 1 ปีที่โลกมีการผลิตขยะพลาสติกกว่า 322 ล้านตัน ทว่ามีเพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นเท่านั้นที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลจริง ๆ และซึ่งยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 หรืออีก 30 ปีนับจากนี้ ปริมาณขยะในทะเลอาจมีเพิ่มขึ้นอีกถึง 4 เท่า และอาจมีมากกว่าจำนวนสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลด้วยซ้ำ !

เมื่อเห็นแล้วว่าขยะในทะเลมาจากไหน คำถามต่อไปคือ แล้วทำอย่างไรเราถึงจะแก้ปัญหาขยะในทะเลได้ล่ะ

 

เราจะกำจัดขยะในทะเลกันอย่างไรดี ?

จากงานวิจัยของศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อม Helmholtz Schmidt กล่าวว่า “การลดขยะพลาสติกในแม่น้ำเท่ากับการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในท้องทะเล ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับปรุงการจัดการขยะในบริเวณลุ่มแม่น้ำ รวมทั้งเพิ่มความตระหนักและจิตสำนึกให้กับประชาชนในพื้นที่ที่แม่น้ำไหลผ่าน” 

เรียกได้ว่า การจัดการขยะคือเงื่อนไขสำคัญในการลดปริมาณขยะในทะเล ทั้งนี้ประเทศจีน ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติประเทศที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดในโลกก็ตระหนักถึงปัญหานี้ โดยที่เมื่อ 1 ปีก่อน รัฐบาลจีนก็ได้มีมาตรการขั้นเด็ดขาดจากการสั่งห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการออกคำสั่งให้เมืองต่าง ๆ กว่า 46 แห่งทั่วประเทศมีการคัดแยกขยะอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกการรีไซเคิลของประชาชน หรือในอินเดียเองก็เริ่มมีการสั่งห้ามใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งในกรุงนิวเดลี รวมถึงมีการสั่งห้ามใช้พลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้ในหลาย ๆ รัฐทั่วประเทศ

ในส่วนของประเทศไทยเองก็มีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน และเอกชนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการคัดแยกขยะขึ้น โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในงาน SD Symposium 10 Years: Collaboration for Action ของเอสซีจี ซึ่งเป็นงานที่ระดมพลังสมองจากทุกภาคส่วนกว่า 1,500 คนที่เกี่ยวข้องกับขยะ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดเก็บขยะ ผู้คัดแยกขยะ และผู้รีไซเคิล เพื่อหาทางจัดการกับปัญหาขยะ ได้มีการพูดถึงการจัดการกับวิกฤตทรัพยากร ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และรณรงค์ให้มีการ ‘ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก’

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล รองประธานกรรมการบริษัท เอสซีจี กล่าวว่า “วันนี้ขยะเกี่ยวข้องกับทุกมิติของชีวิตเรา เพราะหากไม่มีชีวิตเกิดขึ้น ปัญหาขยะก็คงไม่มี และสิ่งเหล่านี้กำลังเป็นวิกฤตของประเทศ เห็นได้จากจำนวนขยะปี 2561 ที่มีกว่า 28 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 2 จากปี 2560 ทำให้เกิดทั้งปัญหาขยะล้นเมืองที่ขาดการจัดการอย่างเหมาะสม ขยะอุดตัน ขยะในแม่น้ำลำคลองที่ไหลออกสู่ทะเล อีกทั้งสถานที่กำจัดขยะที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมก็มีไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งคนและสัตว์ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศมากกว่าร้อยละ 20 จึงนับเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมแก้ไขปัญหา โดยต้องมีระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและรองรับจำนวนคนทั้งหมดอย่างเพียงพอด้วย”

ทั้งนี้ในงาน SD Symposium 10 Years: Collaboration for Action ได้ผลสรุปเป็นแนวทางการจัดการขยะที่น่าสนใจ 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่

 

  1. ยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับการบริหารจัดการขยะ ทั้งนี้ภาครัฐควรมีบทบาทสนับสนุนให้เกิดระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน และจัดสรรงบประมาณเพื่อจะนำไปสู่การคัดแยกขยะที่มีประสิทธิภาพและครบวงจร
  2. ผลักดันให้ภาคธุรกิจผลิตสินค้าที่เอื้อต่อการรีไซเคิล โดยกำหนดมาตรฐานการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงขยะที่จะเกิดขึ้นหลังการใช้งานว่าให้สามารถนำมาหมุนเวียนและเพิ่มมูลค่าได้ และสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมให้มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลในปริมาณที่เหมาะสม
  3. รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อลดการสร้างขยะและเพิ่มการรีไซเคิล โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน และภาครัฐ ทั้งในเรื่องของการคัดแยกขยะเปียกและขยะที่รีไซเคิลได้ และการไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง
  4. การบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษที่มีอยู่อย่างจริงจัง กำหนดวันจัดเก็บขยะตามประเภท การห้ามทิ้งขยะลงแหล่งน้ำ การดูแลบ่อทิ้งขยะใกล้แหล่งน้ำเพื่อป้องกันขยะรั่วไหลสู่ทะเล โดยที่ภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายห้ามทิ้งขยะลงแหล่งน้ำอย่างเคร่งครัด จับจริง ลงโทษจริง

จากข้อเสนอทั้ง 4 ประการนี้ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการจัดการกับขยะ และเพราะปัญหาขยะพลาสติกจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การร่วมมือกันระหว่างสามภาคส่วนนี้จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะสร้างพลังและความตระหนักรู้ต่อการคัดแยกขยะ รวมทั้งช่วยลดปริมาณขยะที่จะปล่อยลงสู่ทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นนั่นเอง

ส่องวิธีจัดการขยะที่น่าสนใจของประเทศอื่น ๆ ได้ ที่นี่

 

อ้างอิง:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *