เปิดทุกมุมมอง “ไมโครพลาสติก” จากจุดกำเนิดถึงทางออก

  • ไมโครพลาสติก คือพลาสติกขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 มิลลิเมตร แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ไมโครพลาสติกปฐมภูมิ (Primary) หรือไมโครพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นในขนาดเล็กจิ๋วตั้งแต่แรก กับไมโครพลาสติกทุติยภูมิ (Secondary) คือไมโครพลาสติกที่เกิดจากการแตกหักหรือผุกร่อนของพลาสติกชิ้นใหญ่

  • อันที่จริงในธรรมชาติเองก็มีไมโครพลาสติกปะปนอยู่แล้ว แต่เรียกว่า “ไบโอโพลิเมอร์” พลาสติกธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซไฮโดรเจนคืนกลับสู่สิ่งแวดล้อม

  • หลายประเทศเล็งเห็นปัญหาของไมโครพลาสติกมากขึ้น และได้เริ่มมาตรการจัดการกับพลาสติกประเภทนี้อย่างแข็งขันและเคร่งครัด โดยพวกเราทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาได้ โดยลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use) แยกขยะเป็นประเภท และกำจัดพวกมันอย่างถูกต้อง

เป็นเรื่องน่าดีใจอยู่ไม่น้อยที่ทุกวันนี้ไม่เพียงแต่สังคมจะรับรู้ถึงปัญหาของพลาสติกมากขึ้นเท่านั้น หากยังระมัดระวังและคำนึงถึงประโยชน์ของการรีไซเคิลกันเพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำนึกเรื่องพลาสติกยังคงโฟกัสอยู่แค่พลาสติกเป็นชิ้น ๆ ที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่กับพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วเท่าผงฝุ่นที่มองด้วยตาแทบจะไม่เห็นล่ะ ? 

ใช่ เรากำลังพูดถึงพลาสติกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “ไมโครพลาสติก” 

 

จิ๋วแค่ไหนถึงเรียก “ไมโครพลาสติก

ไมโครพลาสติก คือเม็ดพลาสติกขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 มิลลิเมตร โดยเจ้าพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วที่มองเห็นได้ยากด้วยตาเปล่านี้เป็นรู้จักกันอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา โดยไมโครพลาสติกจำนวนมหาศาลนั้นแทรกตัวเองอยู่ตามที่ต่าง ๆ แต่บริเวณที่ทำให้พวกมันกลายเป็นข่าวครึกโครมก็คือในท้องทะเล

แต่ก่อนที่จะลงลึกไปกว่านี้ ต้องเข้าใจก่อนว่าจริง ๆ แล้วไมโครพลาสติกมีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไมโครพลาสติกที่พบเห็นในธรรมชาติเป็นคนละชนิดกับไมโครพลาสติกที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ นั่นเพราะไมโครพลาสติกที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้นเป็น ‘ไบโอโพลิเมอร์’ ซึ่งเป็นพลาสติกที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในธรรมชาติ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล เช่น กุ้ง ปู และสาหร่ายทะเล ด้วยความที่ไบโอโพลิเมอร์เป็นพลาสติกที่ธรรมชาติผลิตขึ้น พลาสติกประเภทนี้จึงสามารถย่อยสลายได้ง่าย โดยจะเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่คาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนในท้องทะเลนั่นเอง เพียงแต่ว่าไมโครพลาสติกที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในบทความนี้ไม่ใช่ไมโครพลาสติกที่เป็นผลผลิตของไบโอโพลิเมอร์ แต่เป็นวัสดุที่สังเคราะห์และผลิตขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างหาก

ปัญหาของไมโครพลาสติกที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นคือไม่สามารถย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะมันไม่ได้เป็นผลิตผลจากธรรมชาติ พูดง่าย ๆ คือไมโครพลาสติกมีคุณสมบัติเหมือนพลาสติกในแง่ของความทนทาน 

ลองจินตนาการดูว่ารอบ ๆ ตัวเรามีพลาสติกที่มองไม่เห็นอยู่เต็มไปหมดสิ แค่สงครามกับพลาสติกที่มองเห็นได้ก็ว่าเหนื่อยแล้ว นี่ยังจะต้องรับมือกับพลาสติกที่เล็กจนมองไม่เห็นอีก การจัดการกับพลาสติกทั้งชิ้นใหญ่ชิ้นจิ๋วนั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของมนุษย์อย่างมากเลยทีเดียว

 

ปัญหาของไมโครพลาสติก

ไมโครพลาสติกสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน นั่นคือ ไมโครพลาสติกปฐมภูมิ (Primary) กับไมโครพลาสติกทุติยภูมิ (Secondary) ไมโครพลาสติกปฐมภูมิคือไมโครพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นในขนาดเล็กจิ๋วตั้งแต่แรก เช่น ผงพลาสติก และไมโครบีดส์ในเครื่องสำอางและยาสีฟัน แต่ในกรณีของไมโครพลาสติกทุติยภูมินั้นคือไมโครพลาสติกที่เกิดจากการแตกหักหรือผุกร่อนของพลาสติกชิ้นใหญ่ ๆ เช่น การหักของผนังพลาสติก การเสียดสีของยางรถยนต์ ฯลฯ

เมื่อขยะพลาสติกนับล้านชิ้นถูกทิ้งลงแม่น้ำและไหลออกสู่ท้องทะเล ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าทะเลในปัจจุบันมีขยะที่มองเห็นได้ล่องลอยอยู่มากมายเพียงใด แต่ยังรวมถึงไมโครพลาสติกที่เกาะติดหรือเป็นผลผลิตจากการเสื่อมสลายของขยะพลาสติกเหล่านี้ จะปนเปื้อนอยู่ภายในท้องทะเลอย่างมหาศาลชนิดที่ยากจะจินตนาการ

เมื่อไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กจิ๋ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้งสิ่งมีชีวิตทั้งคนและสัตว์ก็มักจะเผลอบริโภคพลาสติกประเภทนี้ไปโดยไม่รู้ตัวผ่านกลไลการทำงานของห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ตัวอย่างเช่น ไส้เดือนทะเล (Lugworm) อาจเผลอคิดว่าไมโครพลาสติกเป็นอาหารจนเผลอกินเข้าไป แต่พอมีปลาตัวหนึ่งมากินไส้เดือนทะเลเข้าไป ไมโครพลาสติกที่เคยอยู่ในตัวไส้เดือนทะเลตัวนี้ก็จะถูกส่งต่อไป ซึ่งเมื่อมนุษย์จับปลาตัวเดียวกันนี้ได้และนำไปย่างกินอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไมโครพลาสติกก็จะถูกส่งผ่านกันเป็นทอด ๆ และกลายเป็นวัฏจักรที่อาจจะสั่นคลอนความมั่นคงทางอาหารของพวกเราได้เลยทีเดียว

ในปี 2008 มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่าไมโครพลาสติกเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อร่างกายในหลายระดับ เช่น ในระดับกายภาพ ไมโครพลาสติกจะสร้างบาดแผลให้กับอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น BPA และสารกำจัดแมลง ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากยังส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์อีกด้วย นอกจากนี้ไมโครพลาสติกยังอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ เช่น ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่หนึ่ง ๆ หรือลดทอนความบริสุทธิ์ของแหล่งน้ำในบริเวณที่พวกมันไปตกค้างอยู่

แต่นอกจากการบริโภคเข้าไปแล้ว ‘การหายใจ’ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ไมโครพลาสติกจะถูกส่งผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ เพราะเมื่อไมโครพลาสติกมีขนาดไม่ต่างจากฝุ่น จึงไม่แปลกที่พลาสติกประเภทนี้จะล่องลอยอยู่ในอากาศ เมื่อมนุษย์สูดดมเข้าไป ไมโครพลาสติกจะเคลื่อนผ่านโพรงจมูกเข้าสู่ระบบหายใจและไปลงเอยที่ปอด ซึ่งอาจทำให้สมรรถภาพการทำงานของปอดเราลดลงไปอย่างมาก และถ้าในไมโครพลาสติกนั้นมีสารเคมีอันตรายอยู่ เซลล์ปอดของเราอาจถูกกระตุ้นให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด

 

เราจะจัดการกับไมโครพลาสติกอย่างไรดี

เมื่อเห็นถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกแล้ว คำถามต่อไปคือเราจะจัดการพลาสติกประเภทนี้อย่างไรดีล่ะ ? 

นับเป็นโชคดีที่หลาย ๆ ประเทศในปัจจุบันเล็งเห็นปัญหาของไมโครพลาสติกมากขึ้นแล้ว และได้เริ่มมาตรการจัดการกับพลาสติกประเภทนี้อย่างเคร่งครัด เช่น เมื่อต้นปี 2018 ประเทศอังกฤษได้มีการสั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าแทบจะทุกชนิด หรืออย่างประเทศเกาหลีใต้เองก็ได้มีการยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในฐานะส่วนผสมของเครื่องสำอางและยาสีฟันชนิดต่าง ๆ ในฝั่งของบริษัทเอกชนอย่าง McDonald’s ที่เคยใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกก็เปลี่ยนมาใช้วัสดุรีไซเคิล รวมถึงมีการเปลี่ยนมาใช้แก้วกระดาษแทนแก้วโฟม

ภาคอุตสาหกรรมมีการตระหนักรู้ถึงไมโครพลาสติกเพิ่มขึ้น แต่กับภาคสังคมล่ะ ความท้าทายหนึ่งของปัญหาไมโครพลาสติกอยู่ที่ว่าเมื่อมองไม่เห็นตัวก็ยากที่จะอธิบาย ด้วยเหตุนี้การให้ความรู้ความเข้าใจต่อสังคมจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุด จากรายงานวิจัยเรื่อง ‘Sources, Fate and Effects of Microplastics in the Marine Environment: A Global Assessment’ ของ Joint Group of Experts on the Scientific Aspects of Marine Environmental Protection (GESAMP) ได้เสนอในประเด็นการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อสังคมเรื่องไมโครพลาสติกไว้ว่า เราอาจจัดแบ่งวิธีการให้ความรู้ได้เป็น 2 ลักษณะด้วยกันคือ การให้ความรู้อย่างเป็นทางการ (Formal) กับการให้ความรู้อย่างไม่เป็นทางการ (Informal)

การให้ความรู้อย่างเป็นทางการ หมายถึงการนำประเด็นไมโครพลาสติกไปรวมอยู่ในหลักสูตรการศึกษาทั่วประเทศที่พร้อมจะให้ความรู้นักเรียน นักศึกษาให้ตระหนักถึงอันตรายของไมโครพลาสติกในคาบเรียนของเขา ส่วนการให้ความรู้อย่างไม่เป็นทางการ หมายถึงการนำประเด็นไมโครพลาสติกไปสื่อสารผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนผ่านการรวมตัวของอาสาสมัคร เช่น การรวมตัวเก็บขยะทางทะเล หรือการเรียนรู้เรื่องสิ่งมีชีวิตทางทะเล ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้เห็นว่าในการให้ความรู้อย่างไม่เป็นทางการนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจต่อปัญหาของไมโครพลาสติกมากขึ้นเท่านั้น แต่ด้วยอาสาสมัครที่มีความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาจึงถือเป็นกลุ่มศึกษาวิจัยชั้นดีที่นักวิจัยจะสามารถลงพื้นที่ศึกษาต่อความรับรู้และเข้าใจของสังคมปัจจุบันที่มีต่อประเด็นไมโครพลาสติก เพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับใช้เป็นกระบวนการจัดการกับปัญหาไมโครพลาสติกต่อไปในอนาคต

ไมโครพลาสติกเป็นปัญหาพลาสติกที่ไม่ได้จัดการให้เบ็ดเสร็จภายในชั่วข้ามคืน เพราะมันเป็นประเด็นที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมช่วยกัน

แก้ไข แต่สำหรับใครที่กำลังคิดว่าแล้วเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง การเลือกใช้พลาสติกที่ได้มาตรฐาน มีความทนทาน และใช้งานได้นาน รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการพลาสติก (และขยะประเภทอื่น ๆ) และการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ก็ถือว่าเรากำลังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วยขับเคลื่อนการต่อสู้กับไมโครพลาสติกแล้ว

 

อ้างอิง:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *