วายร้ายหรือที่รัก: พลาสติก และโควิด-19 ตอนที่ 1

  • พลาสติก คือ สิ่งที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ทดแทนวัสดุธรรมชาติ วัสดุสารพัดประโยชน์นี้ได้เข้ามาปฏิวัติวงการวัสดุศาสตร์ และพลิกโฉมวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม

  • แพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) คือจุดเริ่มต้นของภาพพลาสติกในฐานะผู้ร้าย ที่เป็นผลสืบเนื่องจากวัฒนธรรมทิ้งขว้าง (Throwaway culture) ซึ่งหล่อหลอมพฤติกรรมการใช้งานสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของคนในสังคมอย่างไรความรับผิดชอบมาตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1955

  • ในช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 6 ของประเทศที่ไม่มีการจัดการขยะพลาสติกและปล่อยให้เกิดการเล็ดรอดลงสู่แหล่งน้ำ

ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จแบบก้าวกระโดดของคนทั้งโลกที่นอกเหนือไปจากภารกิจเหยียบดวงจันทร์ของยานอะพอลโล 11 การคิดค้นวัคซีนโรคโปลิโอ การค้นพบปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน และอินเทอร์เน็ตแล้ว ยังรวมไปถึง พลาสติก ด้วย สิ่งประดิษฐ์ด้านวัสดุศาสตร์สุดมหัศจรรย์นี้ได้เข้ามาพลิกโฉมภูมิทัศน์ทางธุรกิจ พร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมเรื่อยมาตั้งแต่ช่วงปี 1960 แต่ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันกลับถูกเหมารวมว่าเป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหาสิ่งแวดล้อม และสถานะความเป็นผู้ร้ายที่ทำลายธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตของยังคงถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19

สุดยอดวัสดุที่เกิดจากความตั้งใจดี

เราเชื่อว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ ลีโอ เบคแลนด์ (Leo Baekeland) ยังคงพยายามสังเคราะห์สารประกอบต่าง ๆ เพื่อให้ได้ออกมาเป็นวัสดุชนิดใหม่ที่ทั้งเหนียว ทนทาน และมีน้ำหนักเบา ซึ่งต่อมาได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ให้กำเนิดมันว่า เบเคอไลต์ (Bekelite) พลาสติกรุ่นบุกเบิกที่พลิกโฉมสังคมของผู้คนในยุคนั้นไปอย่างสิ้นเชิง เพราะสามารถนำไปผลิตเป็นสิ่งของได้หลายชนิด อาทิ ฉนวนเคลือบสายไฟ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงเครื่องประดับต่าง ๆ จนเบเคอไลต์ถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘วัสดุสารพัดนึก’ (The Material of a Thousand Uses) นั่นเอง

ปี ค.ศ. 1965 เป็นอีกหนึ่งหลักชัยความสำเร็จของวัสดุอย่างพลาสติก ‘ถุงพลาสติกหูหิ้ว (T-shirt plastic shopping bags)’ ที่มี สเตียน กุสตาฟ ทูลิน (Sten Gustaf Thulin) เป็นผู้ออกแบบ ยังคงสะท้อนคุณสมบัติอันโดดเด่นของพลาสติกไว้ได้อย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือ เป็นวัสดุชนิดใหม่เพื่อใช้ทดแทนวัสดุธรรมชาติ และต้องผลิตได้ง่ายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าการขานรับการใช้งานพลาสติกในรูปแบบนี้ จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่โลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญ ผลพวงจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมทำให้สินค้าหลายชนิดซึ่งรวมถึงสินค้าพลาสติกถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก อัตราการใช้งานข้าวของเครื่องใช้ชนิดต่าง ๆ ของสังคมบริโภคนิยมจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การใช้สิ่งของซ้ำเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มองข้าม เพราะไม่ได้ตระหนักว่าทรัพยากรกำลังร่อยหรอลงไป และระเบิดเวลาก้อนใหญ่ที่จะเป็นภัยต่อธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตของคนในรุ่นต่อมาได้เริ่มนับถอยหลังแล้ว

ขยะพลาสติก เรื่องท้าทายของทุกคน

นอกเหนือจากภาพประกอบบทความเรื่อง Throwaway Living ที่บอกเล่าค่านิยมเรื่องความสะดวกสบายจากการใช้สิ่งของต่าง ๆ ที่ทำมาจากพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use plastics) ซึ่งตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Life Magazine เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1955 ผลกระทบจากวัฒนธรรมทิ้งขว้าง (Throwaway culture) ดังกล่าวที่สร้างความเคยชินให้คนในสังคมใช้ข้าวของอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ยังเผยให้เห็นอย่างเด่นชัดในช่วงต้นของยุค 90 นักวิทยาศาสตร์เริ่มสังเกตเห็นว่า 60-80% ของขยะที่พบในทะเลและมหาสมุทร คือ พลาสติกที่ย่อยสลายตัวไม่ได้ทางชีวภาพ (Non-biodegradable plastic) มีรายงานการพบปริมาณขยะพลาสติกที่ถูกพัดเข้าสู่ชายฝั่งและเกยตื้นตามชายหาดเพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมถึงการค้นพบแพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) ที่เป็นแหล่งสะสมของขยะทางทะเล (Marine Litter) ครอบคลุมพื้นที่ราว 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร ถ้าทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นก็คือ แพขยะนี้มีขนาดราว 3 เท่าของประเทศฝรั่งเศส

ในประเทศไทยเองข่าวการเสียชีวิตของสารพัดสัตว์ที่สื่อนำเสนอมาเป็นระยะ ๆ และพีคสุดเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ช่วยปลุกกระแสการรับรู้ปัญหาเรื่องขยะพลาสติก รวมถึงชวนเชื่อให้คนบางส่วนตีตราว่าพลาสติกเป็นผู้ร้ายไปแล้ว โดยไร้การให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไฮไลต์ของประเด็นปัญหาเรื่องพลาสติกก็คือ การเสียชีวิตของพะยูนมาเรียมจากถุงพลาสติกอุดตันลำไส้จนอักเสบ และการพบไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาทูไทย ที่ทำให้ปลาทูเลิฟเวอร์และสังคมต้องกลับมาตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของพลาสติก และทบทวนวินัยการใช้งานสิ่งของที่ทำจากวัสดุชนิดนี้และการจัดการพวกมันหลังจากใช้งานเสร็จสิ้นแล้ว นี่ยังไม่นับรวมรายงานการสำรวจปี 2561 ของ เจนนา อาร์. แจมเบ็ก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยจอร์เจียของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ประเทศไทยขึ้นแท่นอันดับ 6 ของโลก ประเทศที่มีขยะพลาสติกที่จัดการอย่างไม่ถูกต้องสูงถึง 1 ล้านตัน และกลายเป็นขยะที่ลอยละล่องในท้องทะเลและนอนอาบแดดอยู่ตามชายหาดอีก 0.41 ล้านตัน

การตกเป็นจำเลยสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติของไทย อาจจะเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นที่ทำให้มีการนำประเด็นดังกล่าวบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 (34th ASEAN SUMMIT) เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาขยะทางทะเลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าไว้ว่าระหว่างปี 2561 – 2573 จะเลิกใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และยกเลิกการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ 200% ภายในปี 2570 และภายในปีเดียวกันนี้ไทยตั้งเป้าว่าจะลดปริมาณขยะลงทะเลให้ได้ถึง 50% นี่จึงเป็นที่มาของการประกาศงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในประเทศไทยที่รัฐบาลมอบให้กับคนไทยทุกคนเป็นของขวัญเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 (เหรอ ?) ความกังวลดังกล่าวของสังคมไทยถูกตอกย้ำผ่านรายงานการศึกษาของ Kantar (คันทาร์) ผู้นำด้านข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาการตลาดระดับโลก ที่ทำขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าคนไทยตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับหนึ่งของโลก สูงถึง 18% มากกว่าค่าเฉลี่ยจากผลสำรวจความเห็นจากประชากรทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 15% โดย 63% ของคนไทยมองว่าขยะพลาสติกเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมหลักติด 5 อันดับแรก

จากภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้สังคมบางส่วนตั้งแง่กับการใช้งานพลาสติกกันไปแล้ว นั่นเป็นเพียงแค่เหรียญที่คนส่วนใหญ่ถูกทำให้มองเห็นเพียงด้านเดียว ทั้งที่นวัตกรรมทางด้านวัสดุศาสตร์นี้ เข้ามาช่วยยกระดับการดำรงชีพของมนุษย์ในแต่ละสมัยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงของการเกิดโรคระบาดนี้ พลาสติกได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการฝ่าฟันวิกฤตการอยู่รอดของสังคมมนุษย์ แต่จะเป็นเช่นไรนั้น ? ตามอ่านกันต่อได้ในบทความฉบับหน้า

อ้างอิง:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *