ส่องวิวัฒนาการ หน้ากากอนามัย จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นอย่างไรบ้าง

  • หน้ากากอนามัย คือหนึ่งในอุปกรณ์การแพทย์ที่สำคัญ แต่กว่าจะมาเป็นหน้ากากอนามัยที่มีหน้าตาแบบที่เห็นในปัจจุบัน มีเรื่องราวที่น่าสนให้เราได้ศึกษาพัฒนาการของอุปกรณ์ปกป้องชีวิตชิ้นนี้

  • หน้ากากอีกา (Beak Mask) ที่ถูกคิดค้นขึ้นในศตวรรษที่ 16 เกิดขึ้นจากความต้องการปกป้องแพทย์จากเชื้อโรคหรือละอองสารคัดหลั่งที่อยู่ในอากาศ นี่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของฟังก์ชันที่สืบต่อมาถึงหน้ากากอนามัยในยุคปัจจุบัน

  • พัฒนาการของหน้ากากอนามัยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทของสังคมในแต่ละช่วงเวลา โดยในปัจจุบันพลาสติกเป็นวัสดุยอดนิยมสำหรับการผลิตหน้ากากอนามัย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีหลายข้อ

หน้ากากอนามัย เป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และปกป้องทุกชีวิตให้ปลอดภัย นอกเหนือไปจากการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

แต่กว่าจะกลายมาเป็นหน้ากากอนามัยที่มีรูปร่างหน้าตาแบบที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน นวัตกรรมปกป้องชีวิตชิ้นนี้ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง ในบทความนี้ Plasticity จึงขอพาทุกคนไปตามรอยเส้นทางของหน้ากากอนามัยว่าจะมีวิวัฒนาการเป็นอย่างไรบ้าง

9,000 ปีที่แล้ว คือจุดเริ่มต้น
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดระบุว่า หน้ากากของมนุษย์ในอารยธรรมยุคหินใหม่ ซึ่งถูกพบอยู่ในถ้ำที่ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลเดดซี ตรงเขตแดนประเทศจอร์แดนและอิสราเอล คืออุปกรณ์คล้ายหน้ากากชิ้นแรกของโลก แต่หน้ากากดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องประกอบพิธีฝังศพของชุมชนในยุคนี้เท่านั้น

แม้จะไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องเชื้อโรค แต่นั่นถือเป็นการเกิดขึ้นของอุปกรณ์สวมใส่ใบหน้า ซึ่งต่อมาได้ถูกดัดแปลงให้มีรูปแบบและหน้าที่การใช้งานเหมือนกับหน้ากากอนามัยที่เราคุ้นเคยกัน

มีไว้เพื่อตอบโจทย์ชนชั้นสูง
ศิลปกรรมโลหะจากราชวงศ์ซาฟาวิด ที่ขุดพบในประเทศอิหร่าน ซึ่งมีอายุราวศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล คือ หลักฐานชั้นดีที่ระบุถึงการมีอยู่ของหน้ากากในยุคที่อารยธรรมของมนุษย์รุ่งเรืองมากขึ้น ชิ้นงานดังกล่าวเผยให้เห็นถึง ‘ริ้ว’ ของวัสดุที่คาดว่าน่าจะเป็นผ้าพร้อมกับลวดลายประณีตบรรจง แม้จะยังไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่าอุปกรณ์นี้ถูกใช้งานอย่างไร แต่ผู้ใช้งานอุปกรณ์คล้ายหน้ากากนี้ต้องเป็นบุคคลที่มีฐานันดรสูงส่งอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจของอุปกรณ์คล้ายหน้ากากมาจากเมืองจีนในยุคราชวงศ์หยวน ซึ่งทอด้วยเส้นไหมและด้ายทอง จากบันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล ระบุว่าไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ข้าราชบริพารฝ่ายในของจีนในยุคนั้น ต้องสวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อปิดปากและจมูกในระหว่างที่เสิร์ฟพระกระยาหารให้กับองค์ฮ่องเต้ พวกเขาเชื่อว่าหากมื้อพระกระยาหารนั้นถูกลมหายใจหรือน้ำลายของคนเสิร์ฟ ความน่าเอร็ดอร่อยจะลดลงทันที”

และกว่าอุปกรณ์คล้ายหน้ากากเหล่านี้ จะถูกใช้งานอย่างเต็มรูปแบบเพื่อปกป้องผู้สวมใส่ให้ปลอดภัยจากเชื้อโรคและมลพิษต่างๆ ก็ปาเข้าไปในช่วงยุคกลางแล้ว

โรคระบาดเป็นเหตุสังเกตได้
การระบาดของกาฬโรค หรือที่ฝรั่งเรียกว่า The Black Death นั้น เกิดขึ้น 3 ระลอกใหญ่ ๆ เริ่มครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 14 วิกฤติดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลรุนแรงกระจายไปทั่วโลก เริ่มต้นจากตอนใต้ของประเทศอินเดีย ลุกลามไปยังประเทศจีน ตลอดเส้นทางสายไหม (Silk Road) และระบาดไปทั่วเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา โดยทวีปยุโรปอย่างเดียวมีประชากรเสียชีวิตจากการระบาดดังกล่าวประมาณ 25 ล้านคน หรือคิดเป็นสามในสี่ของประชากรทั้งหมดในเวลานั้น

ช่วงเวลานี้เองที่เริ่มมีการคิดค้นหน้ากากอนามัยเกิดขึ้น ในศตวรรษที่ 16 ชาร์ลส์ เดอ ลอร์ม (Charles de Lorme) นายแพทย์ชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงจากการรักษาเหล่าราชวงศ์ชั้นสูงของยุโรป ได้ออกแบบ ‘หน้ากากอีกา’ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘Beak Mask’ ขึ้น ตัวหน้ากากมีช่องเปิดตรงดวงตาที่ทำจากกระจก และจะงอยที่มีสายรัดเพื่อยึดชิ้นส่วนให้ตรงกับจมูกของผู้สวมใส่ แพทย์จะนำดอกไม้ (เช่น กุหลาบ และคาร์เนชัน) และสมุนไพรอบแห้ง บางครั้งก็อาจจะใช้เป็นเครื่องเทศ การบูร หรือฟองน้ำชุบน้ำส้มสายชู ใส่ไว้ในจะงอยนี้ที่ยาวกว่าครึ่งฟุต เชื่อกันว่าวิธีนี้จะช่วยดักอากาศพิษ (ที่เป็นต้นตอของเชื้อโรค) แม้ว่าภายหลังจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าวิธีดังกล่าวช่วยอะไรไม่ได้เลย!

นวัตกรรมดังกล่าวมาพร้อมกับพร็อพที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ เสื้อคลุมยาวสีดำที่เคลือบด้วยขี้ผึ้ง สวมทับกางเกงขายาวที่เชื่อมกับรองเท้าบูท เสื้อด้านในเองก็ต้องใส่ทับใน ถุงมือปิดมิดชิด พร้อมกับไม้เท้าในมือ ไม่แปลกใจที่หลายคนในยุคนั้นและยุคนี้จะเรียกมันว่าชุดยมทูต อย่างไรก็ตามนั่นคือจุดเริ่มต้นของหน้ากากอนามัยที่มีวิธีการใช้งานใกล้เคียงกับของยุคปัจจุบัน โดยเน้นไปที่การปกป้องผู้สวมใส่จากเชื้อโรคหรือละอองสารคัดหลั่งที่อยู่ในอากาศ

ก้าวกระโดดจากหน้ากากคนงานเหมือง
อีกหนึ่งหมุดหมายของหน้ากากอนามัยแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบันมาจาก ‘หน้ากากคนงานเหมือง’ ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นโดย เลวิส แฮสลีย์ (Lewis Hassley) ในปี 1848 รูปแบบหน้ากากของชายชาวอเมริกันผู้นี้ถูกต่อยอดการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยฝีมือของนายแพทย์ชาวฝรั่งเศส โดยเพิ่มชั้นผ้าก๊อซเข้าไปอีกหกชั้น และเย็บมันติดกับปลอกคอของเสื้อผ่าตัด หากต้องการใช้งานศัลยแพทย์ก็แค่ดึงมันขึ้นมาสวมทับบนใบหน้าได้ทันที

หลังจากนั้นเพียง 13 ปี หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส ก็พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในอากาศนั้นแบคทีเรียสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และนั่นทำให้ผู้คนในสังคมต่างหันมาให้ความสนใจกับการออกแบบหน้ากากอนามัยให้มีประสิทธิภาพในการปกป้องมากขึ้น

และเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ความนิยมหน้ากากอนามัยยิ่งเพิ่มสูง โดยเฉพาะในแวดวงของศัลยแพทย์ จากจุดนี้เองที่พัฒนาการของหน้ากากอนามัยเกิดขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้มีหน้ากากอนามัยเกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบและใช้วัสดุที่แตกต่างกันออกไปในการผลิต

หน้ากากอนามัยกับโลกปัจจุบัน
โรคระบาดและปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบและวัสดุที่ใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัยอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยในปัจจุบัน Medical Grade Plastic หรือพลาสติกสำหรับการแพทย์เป็นวัสดุยอดนิยมสำหรับการผลิตหน้ากากอนามัย โดยเม็ดพลาสติกพอลิโพรพิลีนดังกล่าวจะต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัย 2 มาตรฐาน คือ ISO 13485 และ ISO 14971

สำหรับประเทศไทย มี เอสซีจี พีพี เมลต์โบลน (SCG PP Melt-Blown) นวัตกรรมเม็ดพลาสติกพอลิโพรพิลีนมูลค่าเพิ่มสูง ที่พัฒนาขึ้นโดย ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี สามารถนำมาใช้ผลิตแผ่นกรองหน้ากากอนามัย ซึ่งปกตินิยมใช้ผ้าชนิด เมลต์โบลน นอนวูฟเวนส์ (Melt-blown Nonwovens) เป็นนอนวูฟเวนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการขึ้นรูปเส้นใยจากเม็ดพลาสติกโดยตรง เส้นใยดังกล่าวจะมีลักษณะเล็กในระดับนาโนเมตรไมโครเมตร ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าวจึงมักถูกนำมาใช้ในงานกรองต่าง ๆ ได้แก่ ไส้กรอง ฉนวน และแผ่นกรองในหน้ากากอนามัย

สำหรับนวัตกรรมเม็ดพลาสติก เอสซีจี พีพี เมลต์โบลน (SCG PP Melt-Blown) นี้ ผ่านการทดสอบและการรับรองจากสถาบันชั้นนำว่าสามารถนำมาผลิตเป็นเส้นใยขนาดเล็กได้ถึง 1-5 ไมครอน เพื่อกรองอนุภาคขนาดเล็ก เช่น ฝุ่น PM 2.5 และเชื้อโรค ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า 95% ตามมาตรฐานสากล โดยมีค่าที่เป็นไปตามเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

นอกจากจะใช้เป็นวัสดุสำหรับการผลิตชั้นฟิลเตอร์ที่ดักจับเชื้อแบคทีเรียและกรองฝุ่นละอองได้แล้ว เม็ดพลาสติก เอสซีจี พีพี เมลต์โบลน (SCG PP Melt-Blown) ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเม็ดพลาสติกที่ใช้สำหรับการผลิตหน้ากากอนามัย แก้ปัญหาการขาดแคลนวัสดุผลิตหน้ากากอนามัยให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการผลิตหน้ากากอนามัยในประเทศ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์การแพทย์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมศักยภาพให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ ที่สำคัญก็คือถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมผลิตหน้ากากอนามัยของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หน้ากากอนามัยเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมในปัจจุบัน เพราะช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากเชื้อโรคและมลพิษต่าง ๆ ได้ ซึ่งพลาสติกได้เข้าไปมีบทบาทอย่างมากในฐานะวัสดุสำคัญที่ใช้สำหรับการผลิต ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นหน้ากากอนามัยรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น และในขณะเดียวพลาสติกก็ยังคงเป็นวัสดุสำคัญที่ช่วยยกระดับการผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *